…ไม่ต้องเศร้าหรอก เพราะเดี๋ยวคนที่ใช่ก็จะถูกโลกเหวี่ยงให้เข้ามาในชีวิตเราเอง และเมื่อถึงตอนนั้น นายก็รีบคว้าไว้เลยนะ อย่าปล่อยให้หลุดมือไปก็แล้วกัน

ฉาก ณ สนามบินสุวรรณภูมิกับถ้อยคำสั้นๆ ที่นางเอกสอนเรื่องความรักให้กับอดีตแฟนหนุ่มเพลย์บอย ยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึกของผมอย่างเนียวแน่นยิ่งกว่าตีนตุ๊กแกหรือ กาวยี่ห้อโขลงช้าง เสียอีก

ช่างคิดจริงๆ ช่างเลือกจริงๆ

กับการใช้คำว่า “เหวี่ยง” ในความหมายที่เหมือนจะอยู่ด้านตรงข้ามกับแว๊บแรกที่ได้ยิน

“มึงเป็นบ้าอะไร! เหวี่ยงเหลือเกิน!!” ชายหนุ่มใช้คำว่าเหวี่ยงกับสหายขี้โวยวายในวงเหล้า

“หล่อนอ่ะนะ โอ้ยย!! มารดาของเจ้าแม่เหวี่ยงเลย!!

(ใช้คำว่า มารดา เพราะเก๋าเกมส์กว่า เหวี่ยง ทั่วไปมากมายนัก)”

ดีไซด์เนอร์ใช้คำกริยาแสดงอาการโยนของนี้กับเพื่อนร่วมงาน ขณะนินทาดาราขึ้วีน

 

จะเห็นว่า “เหวี่ยง” นั้น ถูกสบประมาทและคนใช้มักชอบจับมันยัดเข้าไปในกระจาดที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวบรรจุอยู่ด้วยเสมอ “เหวี่ยง” มักถูกบังคับให้ยืนเรียงแถวอยู่ตรงกลางของกลุ่มคำอันธพาลตลอดมา

อาทิเช่น

มึงจะเหวี่ยงไปไหนวะ!!” / มึง (คำอันธพาล) จะ (คำติ๋มๆที่มักตามต้อยๆกับทุกประโยค) เหวี่ยง (!!!) ไป (คำติ๋มๆที่บางครั้งก็ดูแข็งกร้าวแบบนิดๆ) ไหน (คำโคตรติ๋ม ที่ใช้สำหรับเด็กเนิร์ดขี้สงสัย) วะ (คำอันธพาล ที่มักชอบคุมลูกน้องอยู่ท้ายขบวนประโยคเสมอๆ) !!

เห็นไหมว่า เหวี่ยง มักจะตกเป็นเยื่อที่ไร้การต่อสู้ อีกทั้งยังต้องถูกเหล่านักเลงอันธพาลคุมหน้าคุมหลังทุกครั้งไป และเมื่อ “เหวี่ยง” เข้าพวกกับกลุ่มอันธพาลบ่อยๆเข้า จากเดิมที่เคยเป็นเหยื่อของคำนักเลง ก็กลับกลายเป็น คำหาเรื่อง คำเกเรเองให้มันรู้แล้วรู้รอดไปซะเลย!!

เมิงเจอกูเหวี่ยงหมัดใส่แน่!!” / เมิง (คำอันธพาล ค(“เล้ายๆมึง แต่แซ๊บกว่า) เจอ (คำติ๋มๆที่พบเห็นได้ทั่วไป) กู (คำอันธพาล จากแก๊งค์สุโขทัย) เหวี่ยงหมัด ("เหวี่ยง” จับมือกับ “หมัด” ซึ่งเป็นกลยุทธหาเรื่องแบบหมาหมู่ที่ได้ผล!!) ใส่ (คำติ๋มๆคำหนึ่ง) แน่ (ไอ้นี่ก็คำติ๋มๆอีก)

เห็นไหม “เหวี่ยง” เองก็มีอารมณ์โมโหได้ และนี่คือตัวอย่างพฤติกรรมฉุนเฉียวอย่างหนึ่งของ “เหวี่ยง” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในเวลาที่ถูกบังคับให้ตกกระไดพลอยโจรร่วมวงกับคำอันธพาลกร่างเกริ่งเหล่านี้บ่อยๆ

 

แต่ใช่ว่า “เหวี่ยง” จะถูกลดคุณค่าหาดีไม่ได้เสมอไป

ต้องขอบคุณนักคิดหัวฟู ผู้มีดีกรีเป็นเซอร์แห่งอังกฤษ นาม นิวตัน

โดยนิวตันนี้เองที่เป็นคนเริ่มต้นชักชวน “เหวี่ยง” เข้าสู่โลกของการศึกษาและแวดวงวิชาการมากขึ้น

นิวตันรู้จึกกับ “เหวี่ยง” หลังจากที่ผลแอปเปิลเจ้ากรรมตกลงดังปึก!! บนกลางกระหม่อมของเขา

เขาเจ็บ เขาซึ้ง หรือเขาปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันทีเลยหรือเปล่า? อันนี้ไม่มีใครรู้ได้

แต่ที่ทุกคนโดยเฉพาะเด็กเนิร์ดสายวิทย์รู้ก็คือ

นิวตันใช้เวลาส่วนใหญ่หลังจากนั้น

หมกหมุ่นอยู่กับความพยายามที่จะเข้าใจพฤติกรรมและกิริยามารยาทของ “เหวี่ยง”

และเขาก็ได้พบว่า

แท้จริงแล้วเพื่อนดีๆของ “เหวี่ยง” เองนั้นก็มีอยู่ถมเถือไป อาทิเช่น

นาย”แรง”, นาย”โน้ม” และนาย”ถ่วง”

หรือจะเป็นแกงค์ของ

นาย”แรง” (นายคนนี้เป็นคนเฮฮา เข้าได้กับทุกกลุ่ม), นาย“เสียด” และนาย “ทาน”

ทั้งหมดต่างก็เป็นเพื่อนเรียนของ “เหวี่ยง” ทั้งสิ้น

 

อย่างที่เขากล่าวกันติดปากว่า

“คบคนดีเป็นศรีแก่ตัว คบคนชั่วตัวจะมีฝี… เอ้ยย ไม่ใช่ ต้องเป็น มีสี นี่หว่า”

เมื่อนาย “เหวี่ยง” ได้คบหาสมาคมกับเพื่อนดีดีที่นิวตันแนะนำบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น

ชีวิตของเขาก็ดูดีแบบมีเลือดฝาดขึ้นทีละนิด ทีละน้อย

จนกระทั่งวันนี้ วัน Valentine ปี 2012 ในที่สุดก็มีคนเข้าใจ “เหวี่ยง” มากขึ้นเยอะเหลือเกิน และพวกเขาก็เริ่มสัมผัสได้ว่า “เหวี่ยง” เองนั้นก็”รัก”เป็นเหมือนกัน “เหวี่ยง”เองก็มีความรักได้เหมือนคนทั่วไป แถวประโยคที่ “เหวี่ยง” กำลังยืนอยู่ ณ ตอนนี้ ล้วนประกอบด้วยคำดีดีและสุภาพมากมาย อีกทั้งยังมีความหมายต่อเติมรักให้หัวใจผู้คนอีกด้วย

 “…ไม่ต้องเศร้าหรอก เพราะเดี๋ยวคนที่ใช่ก็จะถูกโลกเหวี่ยงให้เข้ามาในชีวิตเราเอง และเมื่อถึงตอนนั้น นายก็รีบคว้าไว้เลยนะ อย่าปล่อยให้หลุดมือไปก็แล้วกัน

 

ในที่สุด “เหวี่ยง” ก็ได้รู้จักกับ คำว่า “รัก” สักที ……………

 


edit @ 16 Feb 2012 00:36:10 by Blowing in the words

โรตีของ...โรฮิงยา

posted on 30 Jan 2012 23:45 by playwinning
 

“ซื้อทำไม ? แขกมันสกปรกจะตาย เมื่อกี้เห็นเอามือไปเกาก้น แล้วก็มาตีแป้ง ทอดโรตีต่อเฉยเลย!!”

เสียงสาวรุ่นดังก้องขึ้น หมายเตือนเพื่อนชายของเธอ

ไม่ให้ยื่นหน้าไปสั่งโรตีใส่ไข่ อันเป็นของโปรดของเขา...

__________________________________________________

 

“อ่า..เอ่อ...ช่ะ ช่วย ซื้อโรตีของผมหน่อยนะกรับ..

เดี๋ยวผมจาไปล้างมือใหม่ให้ สะอาด จะอาด เรยย..

ขอร่องได๋โปรด..ช่วยซื้อโรตีผมด้วยกรับ...แบบไม่ใส่ไข่ก็ด้าย”

เด็กหนุ่มผิวเข้มหน้าแขก แต่งตัวมอมแมม กล่าวขอร้อง

___________________________________________________

 

“โอ้ยยย!! ไม่ไหวหรอก ของแบบนี้จะให้กินเข้าไปได้ยังไง สกปรกสุดสุด!!

ถึงล้างมือแล้วมันก็คงไม่ออกหรอก

 ดู๊ดู แต่งตัวเข้าสิ!! ซอมซ่อแบบนี้ ใครมันจะไปซื้อลงว่ะ!!

___________________________________________________

 

“อ่า..ปี้สาวกรับ..ผมเพิ่งมาที่นี่ได๋ม้ายนานเอง...

ไม่มีเงิน ไม่มีญาติ มีแต่เมียและลูก ที่ต้องเลี้ยงดูกรับ...

ช่วยผมซื้อหน่อยนะกรับ สักชิ้นก็ได้นะกรับ” เด็กหนุ่มยกมืออันสั่นเทาขึ้นมาพนมไว้แนบอก...

___________________________________________________

 

“อืม...เดี๋ยวผมซื้อเองครับ!! ใส่ไข่หนึ่ง ตามนั้นเลยน้อง!!”

ในที่สุด เพื่อนชายของเธอ ก็พูดขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้

พร้อมทั้งยื่นแบงค์ยี่สิบใบใหม่ออกไปให้เด็กหนุ่มหน้าแขกที่แสนจะมอมแมมรับไว้....

“เอ้า...ค่าโรตีครับ จ่ายล่วงหน้าเลย ไม่ต้องทอน”

____________________________________________________

 

มืออันแสนหยาบกร้านและถลอกปอกเปิกของหนุ่มขายโรตี

ค่อยๆเคลื่อนเข้าไปกุมแบงค์ยี่สิบใบเขียวนั้นอย่างช้าๆ...

ซึ่งเป็นมืออันเดียวกันนี้เองที่เมื่อสักต้นปีก่อน

ต้องใช้ถือไม้พายหนักๆ นำร่างกายอันหิวโซของตนและของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กลุ่มหนึ่ง

หนีออกจากแผ่นดินถิ่นเกิดในพม่า

ล่องเรือผุๆไปตามยฐากรรมสู่มหาสมุทรกว้างใหญ่อันไร้จุดหมายปลายทาง...

 

เป็นมืออันเดียวกันนั้นเอง

ที่ใช้วิดน้ำจืดดำๆจากคลองอันเน่าเหม็นในบริเวณค่ายผู้อพยพที่บังคลาเทศ

เพื่อหมายจะดื่มประทังชีวิต หลังจากที่เรือผุๆเกยตื้นแล้ว

 

และก็เป็นมือเดียวกันนั้นเอง ที่ใช้กุมศีรษะของตนเพื่อป้องกันตัว

ยามที่ตำรวจและชาวบ้านซึ่งเป็นคนบังคลาเทศ ยกพวกมารื้อทำลายค่ายอพยพ ที่อยู่แถว Cox’s Baza 

 

อีกทั้งยังเป็นมือเดียวกันนั้นเอง ที่ใช้ซับเลือดตนเอง

จากบาดแผลลึกบริเวณบริเวณศีรษะ อันเกิดจากถูกของแข็งฝาดใส่...

 

ยังเป็นมือเดียวกันนั้นเอง ที่ยันกายอันอ่อนล้า ออกเดินทางสู่อ้อมแขนของทะเลอีกครั้ง...

ยังเป็นมือเดียวกันนั้นเอง

ที่ยกขึ้นผสานกันกับมืออีกข้างบนศีรษะ และนั่งคุกเข่า

ยามที่ทหารเรือไทยเข้าจับกุม....

ยังเป็นมือเดียวกันนั้นเองที่เกาะยึดลูกกรงเหล็กไว้ ในคุกที่จังหวัดระนอง....

ยังเป็นมือเดียวกันนั้นเองที่ใช่ปาดน้ำตา ยามที่ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง....

ยังเป็นมือเดียวกันนั้นเองที่ใช้หลบหนี ล่องเรือ ซ่อนตัว ป้องกันตัว ปาดเหงื่อ กอดเมีย กุมหน้าร้องไห้....

และตรากตำจนได้มาขายโรตี ดังเช่นทุกวันนี้......

__________________________________________________

 

“แล้วทำไมถึงคิดมาขายโรตี ที่นี่ล่ะน้อง?” ชายผู้เป็นลูกค้าอุดหนุนโรตี กล่าวถาม

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มันคงเป็นอาชีพเดียวที่คนอย่างพวกผมสามารถทำได้ตอนนี้...ล่ะมัง กรับ”

ชาวโรฮิงยาอย่างผม ปกติใต้ตีนยังไม่มีแผ่นดินจะให้เดินเลย*

ได้มาขายโรตีแบบนี้ ถือว่ายิ่งใหญ่แล้ว ล่ะกรับ

ชายหนุ่มหน้าแขกผู้แสนจะมอมแมมตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่กร้านโลก...

 

*สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ชาวโรฮิงยาได้ที่

Burmese Rohingya Association in Thailand (BRAT)

หรือองค์กรของโรฮิงยาอื่นๆทั่วโลก

และขอบคุณ Documentary Film: My Rohingya สำหรับแรงบันดาลใจครับ

  


edit @ 8 Feb 2012 23:36:41 by Blowing in the words

  


คืนวันฝนพร่ำ ผมหลับตา และใกล้จะเข้าสู่นิทรา

หลังจากดูหนังจอมยุทธ์จีนโบราณเรื่องอะไรไม่รู้ของ ชอร์ว บราเธอร์ จบ

แกะตัวที่ หนึ่ง...กระโดด ไป, แกะตัวที่ สอง...กระโดด ไป

แกะตัวที่ สาม ยังไม่ทันได้ก้าวขา....ผมหลับสนิท zZ

ทันใดนั้น!! เสียงอาเจ็กคนหนึ่งก็ดังขึ้น!!!


 เร่เข้ามา!!...วันนี้อั๊วมาขายกระบี่

มีหลายสี หลายแบบ ให้เลือกสรรค์...

มีหลายรุ่น จำแนกตาม...ความชอบ...ที่ต่างกัน...

ลุกมาพลัน...อั๊วพ่อค้าจะอธิบาย...

 

กระบี่แรกนั้นมีสี...ที่ผ่องใส...

สีขาวในคมฝักที่หลักแหลม...

เหมาะกับผู้ใช้ที่ชอบคิด...ไม่ชอบแรง...

อันแสดงถึงอารมณ์คมปัญญา...

 

กระบี่สองนั้นมีสี...สงบ...

สีเขียวกลบแผ่นดินสิ้นแล้งขัย...

สีใบไม้ ใบหญ้า พนาไพร...

ผู้สุขุมรอบคอบใช้...ตอบปัญหาชีวิตตน...

 

กระบี่สามนั้นไซร้มี...สีแดงสด...

กระบี่นี้ฟันได้หมด...เพราะสุขี...

ยามใดที่อารมณ์ไม่สมฤดี...

ผู้ใช้กระบี่นี้จะโกรดเกรี้ยว...ฟันฉับลง!!

 

กระบี่สี่นั้นมี...สีมืดมิด...

ดำสนิท ปิดใจ ให้มัวหมอง...

เหมาะกับผู้ถือ ผู้ใช้ ที่ชอบลอง...

ชอบสนองความต้องการ...ของความเลว...

 

อั๊วยังคงมีกระบี่...อีกหลายสี...

แต่เพียงแค่นี้ที่อั๊ว...ยกมาขาย...

กระบี่ในโกดังนั้นยังมี...อยู่มากมาย...

ไว้สายสาย...อั๊วจะมา...ขายอีกที...

 

ก่อนปิดร้านวันนี้ มีเรื่องบอก...

ไม่ได้หลอก...จะบอก ทุกกระบี่ เปลี่ยนสีได้...

ถ้าผู้ถือนั้นเป็นคน...ประเภทใด...

กระบี่ไซร้...จะคอยเปลี่ยน...ให้เลียนกัน...

 
ผมสะดุ้งตื่นขึ้น!!! ขณะที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อกระบี่สีอะไรดี?
 
 
(ผลงานดัดแปลงเรื่องสั้นของตนเองที่เคยลงใน Thaiwriter.net)
 
 


edit @ 6 Nov 2011 23:43:19 by Blowing in the words